ค้านสิงคโปร์ดันอาหารริมทางเป็นมรดกโลก

ค้านสิงคโปร์ดันอาหารริมทางเป็นมรดกโลก

ชาวเน็ตอาเซียนร่วมใจค้าน “สิงคโปร์” ขึ้นทะเบียนสตรีทฟู้ดเป็นมรดกโลก นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ ถือโอกาสวันชาติเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ประกาศว่ามีแผนจะขึ้นทะเบียนฟู้ดคอร์ตริมทาง ที่ชาวสิงคโปร์ยกให้เป็น “ห้องครัวของชุมชน” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพราะถือเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของประเทศ ทั้งยังเป็นการประกาศให้ชาวโลกรู้จักอาหารท้องถิ่นที่เกิดจากวัฒนธรรมอันหลากหลายของสิงคโปร์

คำประกาศนี้ได้รับเสียงเชียร์ล้นหลามจากชาวสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเจ้าของร้านอาหารริมทาง ที่อยากให้อาหารของตัวเองได้ออกสู่สายตาชาวโลก โดยมองว่าการขึ้นทะเบียนถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้ประกอบการและช่วยยกระดับครัวริมทางให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่วัฒนธรรมร้านอาหารริมทางค่อนข้างจะคล้ายๆ กันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การอ้างสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวของสิงคโปร์ ก่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นหลากหลายมุมจากเพื่อนบ้านอาเซียนในเฟซบุ๊ค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียที่มีอาหารการกินแทบจะไม่ต่างกัน

ผู้ใช้เฟซบุ๊ค คริส วาตา เผยว่า “ถ้าพูดถึงร้านอาหารริมทาง ผมว่าไทยหรืออินโดนีเซียคือตัวจริงเรื่องนี้” ส่วนผู้ใช้รายอื่นอย่าง รอย หยวน, ชาเรน โมฮัมหมัดและ คู ชุนเคิง บอกว่า “อาหารอินโดคือที่สุด” ด้าน ฉุยอัน คอมเม้นท์ว่า “ถ้าอย่างนั้นชาวปีนังก็ควรจะช่วยกันล็อบบี้ให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับต้นตำรับอาหารเอเชียตัวจริง” ตัน คู คู บอกว่า “อาหารริมทางก็มีอยู่ทั่วเอเชียนั่นแหละ ไม่เห็นจะแปลก” Goldenslot

ผู้ใช้รายอื่นก็แสดงความเห็นไป ในทางเดียวกัน อาทิ ซาริมะห์ ซามัด อิมราน ตั้งคำถามว่า เมื่อไรสิงคโปร์จะหยุดอ้างว่า นู่นนี่เป็นของตัวเองสักที หลังจากที่เคยเคลมว่า นาซีเลอมะก์ หรือข้าวหุงกับกะทิ เป็นของตัวเองไปแล้ว โดยเธอยังเอ่ยประชดประชันอีกว่า อีกไม่นานอะไรๆ ที่อยู่ใต้ฟ้าสิงคโปร์คงเป็นอาหารและวัฒนธรรมของสิงคโปร์ไปเสียหมด

ฮัมซะห์ ฮาชิม เล่าประสบการณ์การเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์ว่า “อาหารราคาแพง แถมยังไม่มีความเป็นอาหารประจำชาติเลย” หรือ สตีเว่น ที่เผยว่า “การใช้ทิชชู่จองโต๊ะคือเอกลักษณ์” ซึ่ง ฮาริวิน กริชนาน เห็นด้วยและเหน็บว่า “นี่คือวัฒนธรรมอย่างเดียว ที่ฟู้ดคอร์ตสิงคโปร์มี”

ทั้งนี้ การอ้างเป็นเจ้าของวัฒนธรรมนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของสิงคโปร์ ก่อนหน้านี้ทางการก็เคยอ้างว่า ข้าวมันไก่ไหหลำมีต้นกำเนิดจากสิงคโปร์ ทำให้ชาวมาเลเซียซึ่งมีเมนูนี้เช่นกันไม่พอใจจนรัฐมนตรีต่างประเทศต้องประกาศทวงคืนมาแล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์M2F