มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา

ความเป็นมา

มะละกา เป็นเมืองหลวงของรัฐมะละกา ประเทศมาเลย์เซีย เป็นอาณาจักรเก่าแก่ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ด้านทิศตะวันตก ติดกับช่องแคบระหว่างคาบสมุทรมาเลย์กับเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นช่องทางการเดินเรือและค้าขายทางทะเลระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคข้ามไปยังมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติค จึงอยู่ในเส้นทางที่ประเทศมหาอำนาจของโลกในเวลานั้นต้องการยึดครองเพื่อการขยายอาณาเขต

มะละกามีต้นกำเนิดมาจากรัฐสุลต่านมาเลย์ ผู้สถาปนาอาณาจักรแห่งนี้คือ เจ้าชายปรเมศวรแห่งเมืองปาเล็มบัง ที่ลี้ภัยการเมืองออกมาจากอาณาจักรมัชปาหิตบนเกาะชวา ในปี พ.ศ. 1939 และกลายเป็นจักรวรรดิการค้าที่ยิ่งใหญ่ในอีก 200 ปีต่อมา และเป็นแหล่งแรกที่ศาสนาอิสลามเข้าสู่มาเลเซียผ่านทางพ่อค้ามุสลิมอินเดียที่มาจากปาไซ และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสุลต่าน

มะละกาและจอร์จทาวนได้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตกมากว่า 500 ปี โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมทั้งเอเชียและยุโรปผสมผสานกัน ส่งผลให้เมืองนี้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย อันจะเห็นได้จากอาคารบ้านเรือน โบสถ์ ที่ทำการรัฐบาล จตุรัส ป้อมปราการ ในมะละกา ส่วนจอร์จทาวน์ก็เป็นตัวแทนถึงยุคอาณานิคมอังกฤษ ทั้งสองเมืองนี้ จึงมีภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ที่หาไม่ได้ในเอเซียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่ตั้ง

เป็นรัฐทางตอนใต้ในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา ตรงข้ามกับเกาะสุมาตรา

ความสำคัญ

เมืองมะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญบนช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญโดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่มะละการุ่งเรืองมาก นั่นจึงเป็นเหตุให้เมืองนี้เป็นที่หมายปองของบรรดาจักรวรรดินิยม จนในที่สุดโปรตุเกสได้เดินทางเข้ามายึดครองในปี พ.ศ. 2054-2184 ก่อนที่จะถูกดัตช์ (ฮอลแลนด์) เข้ามาครอบครองต่อในปี พ.ศ. 2184-2338 ก่อนที่จะเปลี่ยนมือผู้ปกครองมาเป็นอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2338-2484 แล้วญี่ปุ่นก็เข้ามายึดต่ออีกทีในช่วงสั้น ๆ ระหว่าง พ.ศ.2484-2488 จากนั้นมะละกากลับไปอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2488-2500  มาเลเซียปลดแอกเป็นไทด้วยการประกาศอิสรภาพ ในปี พ.ศ. 2500 สถานที่ประกาศเอกราชคือ มะละกา ซึ่งในปัจจุบันตึกอนุสรณ์ในประกาศอิสรภาพยังคงตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ในมะละกา

มะละกา เป็นเมืองวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์สำคัญของมาเลเซีย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ นครแห่งประวัติศาสตร์ ของชนขาติมาเลเซีย”สถานที่สำคัญของมะละกา คือ บริเวณจตุรัสแดง บนถนน Lak sa ma na หรือที่เรียกว่า จัตุรัสดัตช์ เนื่องจากที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางชุมชนดัตช์ในสมัยที่เข้ามาปกครองมลายู ซึ่งแวดล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอันสวยงาม มีใจกลางจัตุรัส เป็นลานน้ำพุเก่าแก่แบบอังกฤษที่สร้างถวายแด่ราชินีวิคตอเรียในปี พ.ศ. 2447 และมีสถาปัตยกรรมแบบดัตช์สีแดงโดดเด่น ประกอบไปด้วย โบสถ์คริสต์ ศิลปกรรมดัตช์ประยุกต์ ทีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2296 และอาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2193 เป็นอาคารดัตช์เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย ปัจจุบันอาคารสตัดธิวท์กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวรรณคดีที่น่าสนใจยิ่งของมะละกา

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา (Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 32 เมื่อปี พ.ศ. 2551 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนนาดา ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา จำนวน 3 ข้อ ดังนี้
เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใด ๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ